อิ่ม..มนต์..รัก

Posted: กุมภาพันธ์ 26, 2011 in Uncategorized

เป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง‘เอลิซาเบท กิลเบิร์ต’

ที่ประสบความสำเร็จทุกด้าน แต่กลับไม่สามารถมีความสุขในชีวิต

คือบันทึกการเดินทางท่องโลกและค้นหาตัวเอง

“ลิซ”เป็นหญิงสาวที่ไม่มีความสุขกับสถานภาพที่เป็นอยู่

ทั้งที่ชีวิตการสมรสอันปรากฎให้เห็นนั้นออกจะดูสมบูรณ์แบบ

แต่ชีวิตจิตใจคนเราละเอียดอ่อนเกินกว่าจะตัดสินกันเพียงภาพภายนอกที่เห็น

ระหว่างการดำเนินการหย่าร้าง เธอก็ได้พบกับศิลปินหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อเดวิด

แรกๆก็หวานชื่น แต่ต่อมาความสัมพันธ์กลับไม่ราบรื่น

จิตใจของเธอรักอิสระและปราถนาการค้นหาบางสิ่ง

จากนั้นการแสวงหาจึงเริ่มขึ้น

จุดเริ่มต้นการเดินทางของเธอคืออิตาลี่

ฉันชอบฉากในประเทศนี้มาก..

เราได้เห็นภาพอาหารอิตาเลี่ยนหลายเมนูที่น่าลิ้มลอง

เราได้เห็นสีหน้าของจูเลีย โรเบิร์ตที่อิ่มเอมอร่อยสุดๆ

เมื่อใช้ซ่อมหมุนเส้นสปาเก็ตตี้ป้อนเข้าปาก

แล้วดูดเส้นสปาเก็ตตี้ที่เหลือจนหมด

เราได้เห็นพิซซ่าแผ่นใหญ่ที่ชื่อ”พิซซ่ามาร์การิต้าของนาโปลิ”

ที่รับประทานกันแบบ 1คนต่อ1ถาด

รูปลักษณ์เป็นพิซซ่าแบบบางนิ่ม

ซึ่งดูแตกต่างจากพิซซ่าแป้งหนาหนุ่มหรือบางกรอบแบบร้านพิซซ่ายอดฮิตในบ้านเรา

ทานกันแบบไม่กลัว”หน้าท้องปลิ้น” (คำศัพท์ในภาพยนตร์)

ฉันได้ปรัชญาการเป็น”ยอดนักกิน”จากฉากนี้เมื่อลิซพูดว่า

ฉันเบื่อที่จะตื่นมาในตอนเช้าเพื่อกังวลถึงสิ่งที่รับประทานไปเมื่อวานนี้

ฉันเบื่อการนั่งนับแคลอรี่ของอาหารทุกเมนูที่ต้องรับประทาน

ฉันไม่อยากรู้สึกผิดกับการกินอีกแล้ว

หากจะมีอะไรที่จะมาเปลี่ยนแปลงหุ่นสะโอดสะองอันบอบบางของเราไปเป็นอย่างอื่น

อย่างมากก็แค่ไปซื้อกางเกงยีนส์ที่ไซส์ใหญ่ขึ้น.. ก็เท่านั้น

อือม์ นั่นน่ะซินะ คุณอยากมีความสุขกับการส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองผอม

หรืออยากมีความสุขกับการรับประทาน คงต้องเลือกกันเองอย่างใดอย่างหนึ่ง

และที่อิตาลี่นี่เองที่เธอได้พบคำตอบของตัวเอง ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเดวิด

ในจดหมายที่ลิซเขียนถึงเดวิด มีใจความกล่าวถึง”ออกัสเตรียม”

ซึ่งเป็นสุสานใหญ่โตที่ถูกสร้างขึ้นออคตาเวียน ออกุสตุส แต่ถูกทำลายไปจนพินาศในสมัยหนึ่ง

หากแต่ ณ ปัจจุบันออกัสเตรียมยังกลับถูกเก็บไว้เป็นหนึ่งในมุมเปลี่ยวร้างที่สุดของกรุงโรม

มันคือที่ระลึกที่ทรุดโทรมที่อยู่ท่ามกลางความเจริญที่ขึ้นล้อมรอบ

มันเหมือนบาดแผลล้ำค่าที่ยังถูกเก็บไว้..

เป็นเหมือนคนใจสลายที่ไม่อาจปล่อยวางความทุกข์

หลายคนทนอยู่กับความรันทด เพราะกลัวความเปลี่ยนแปลง

ลิซกล่าวว่า”เมื่อมองไปรอบๆ

ฉันก็คิดว่าชีวิตฉันไม่ได้ยุ่งเหยิงเกินไปนักหรอก

โลกก็เป็นอย่างนี้….

คุณจะตกหลุมพรางถ้ามัวยึดติดกับส่วนใดส่วนหนึ่ง

ความวิบัติคือของขวัญ

ความวิบัติคือการอุบัติของสิ่งใหม่”

จากนั้นเส้นทางการเดินทางของเธอก็เปิดขึ้นอีกครั้งที่อินเดีย

การเรียนรู้ศาสนาปรัชญาและการทำสมาธิทำให้จิตเธอได้เรียนรู้เรื่องความสงบ ความสุข และการปรับจิตใจ

ความเปล่งปลั่งอิ่มเอิบกลับคืนสู่ลิซ แต่เธอยังไม่เจอสมดุลย์

เธอเดินทางต่อมาที่บาหลีเพื่อค้นหาบางสิ่ง

และที่นี่เธอก็ได้พบรัก

(ยังดูไม่จบเลย หนังยาวมาก)

แค่บันทึก

Posted: กุมภาพันธ์ 25, 2011 in Uncategorized

เพิ่งสังเกตุตัวเองเหมือนกันว่าตั้งแต่ปีใหม่มา

นี่ยังไม่ได้บันทึกอะไรในบล็อกตัวเองเลย

แม้แต่เฟซบุ๊คก็ไม่ค่อยไปเม้นท์ ไป like อะไรเหมือนใครเขา

(ซึ่งปกติก็มีพฤติกรรมแนวนั้นน้อยมากอยู่แล้ว)

เกมส์ฟาร์มวิว คาเฟ่เวิร์ลด์ก็พักการเล่นไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

แล้วในแต่ละวันของฉันทำอะไรบ้างนะเนี่ย

 

พยายามตื่นเช้าเพื่อใส่บาตร อุทิศส่วนกุศลให้แม่

แล้วทำอาหารเช้ารับประทานเอง ออกกำลังกายนิดหน่อย

ว่างๆก็อ่านหนังสือ ทยอยดูดีวีดีหนังที่ซื้อเก็บไว้เยอะแยะ

ดูซีรี่ย์เกาหลีแดจังกึมรอบที่3 ทั้งในทีวีกับในยูทูปสลับกัน

ว่างๆอีกก็อ่านข่าวสารการบ้านการเมือง รวมถึงข่าวบันเทิงในเว็บไซต์ต่างๆ

ก็พอจะได้ติดตามด้านการเมือง เสื้อแดงเสื้อเหลือง ไทย-กัมพูชากับเขาด้วยเหมือนกัน

ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ไทยเราแบ่งเป็น 3 ก๊กแล้ว…

แถมแต่ละก๊กก็ไม่สามารถรวมตัวกับใครได้ แม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน

และไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ดูเหมือนเรากำลังเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพง

สินค้า ข้าวปลาอาหารราคาขึ้นพรวดจนน่าตกใจ น้ำมันปาล์มแพงจัดแถมยังขาดตลาด

ก่อนหน้านี้มีข่าวข้าราชการปรับขึ้นเงินเดือน, ส.ส. นักการเมืองขึ้นเงินเดือน

สินค้าก็ขึ้นราคาไปรอไว้ก่อนแล้ว..

แล้วคนทำงานเอกชน(อย่างฉัน) ที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนกับเขาด้วยจะอยู่ยังไงนะ …

ช่วงนี้ฉันใช้ชีวิตแบบถนอมเนื้อถนอมตัวมาก

ใช้จ่ายน้อยลง คุยกับคนให้น้อยลง วิพากวิจารณ์ให้น้อยลง

ให้ความเห็นใจใครต่อใครให้มากขึ้น

ฉะนั้นอย่าให้ฉันวิพากวิจารณ์ผู้บริหารประเทศเลยนะ

เพราะฉันก็พยายามให้ความเห็นใจด้วยนั่นแหละ

แต่ก็แอบคิดแบบเคืองๆไม่ได้ว่า…

ถ้าฝีมือการบริหารเก่งเหมือนปาก ประเทศชาติคงไม่เป็นแบบนี้

 

กลอนถวายพระพร

Posted: ธันวาคม 4, 2010 in Uncategorized

 

พ่อหลวงไทยในสยามนามลือเลื่อง

ทรงปราดเปรื่องวิทยาการด้านศาสตร์ศิลป์

พระภูมิพลพระพลังแห่งแผ่นดิน

พระภูมินทร์เกริกนามศรีจักรีวงศ์

 

5 ธันวาแปดสิบสามพระชันษา

ปวงประชาถวายพระพรสมประสงค์

พระรัตนตรัย ธ ปกปักรักษาองค์

ยั่งยืนยงเป็นร่มไทยไปชั่วกาล

 

………………….

 

คือมิ่งขวัญชาวไทยในปฐพี

หมื่นคำขานล้านกวีกี่ร้อยแก้ว

พจนาเรียงเลิศอันเพริศแพรว

มิเทียบแววพระภูมีที่เมตตา

 

เฉลิมพระชนม์ห้าธันวามหาราช

พระบารมีป้องชาติไทยทั่วหล้า

จอมราชันย์ท่านยิ่งใหญ่ในพารา

เป็นสง่าเป็นศรีแคว้นแผ่นดินทอง

………………….

 

 

เปรียบสุริยาส่องพสุธาคราเหน็บหนาว

เปรียบจันทราสาดแสงพราวคราวอับแสง

เปรียบสายฝนโปรยจากฟ้าคราแห้งแล้ง

พระเปรียบแสงนำไทยในทุกยาม

 

คือศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ

5 ธันวามหาราชแห่งสยาม

ทรงพระเจริญแซ่ซร้องไกลในเขตคาม

ก้องพระนามภูมิพลองค์ราชา

………………………

 

 

83 พรรษามหาราช

น้อมกายลงตรงพระบาทพระพ่อหลวง

พร้อมพลีกายถวายชีพชนทั้งปวง

ใจทุกดวงถวายพระพรองค์ราชา

 

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

โลกกล่าวขานขวัญประเทศทั่วเขตหล้า

พระพลานามัยสมบูรณ์ทุกคราวครา

เป็นร่มไทรไทยประชานิรันดร

 

 

 

 

ป๋าป๋าขา

Posted: ธันวาคม 4, 2010 in Uncategorized

ป๋าคะ ป๋า ป๋า ขา

ส่งกลอนมาพร่ำรำพึง

นาน นาน เจอทีนึง

หนูคิดถึงป๋าหนักหนา

 

เดินควงป๋าตลอด

คนค่อนขอด หนู “เด็กป๋า”

ก็ป๋าหนุ่มนี่นา

ส่วนหนูนะ สวยสมวัย

 

 

ป๋าไม่กระเป๋าหนัก

แต่ป๋ารักหนูด้วยใจ

ดูแลจนเติบใหญ่

ป๋าใส่ใจให้อย่างดี

 

แม้หนูตาสองชั้น

แถมผิวพรรณก็สองสี

แต่เชื้อ-จีนหนูมี

สายเลือดที่ป๋าให้มา

 

วันพ่อมีหนึ่งวัน

แต่ฉันรักพ่อทุกครา

ฉันเรียกพ่อว่า”ป๋า”

ขอบอกว่า “รักป๋าจัง”

 

ควันหลงกีฬา

Posted: ธันวาคม 4, 2010 in Uncategorized

คงยังไม่สายเกินไปนะคะที่จะขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาไทยในกวางโจวเกมส์

ที่คว้าเหรียญทองมาได้ถึง 11 เหรียญทอง

ถึงแม้จะไม่ได้ถึงเป้าหมายที่คนในวงการเข้าตั้งเกณฑ์ไว้ถึง 15-16 เหรียญ

แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดน่าชังแต่ประการใด เพราะเป็นที่ทราบกันแล้วค่ะว่า…

การตั้งเป้าหมายทุกชนิดเรามักต้องตั้งเอาไว้สูงเสมอ

เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักกีฬาและเป็นกำลังใจให้กองเชียร์

ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

นอกจากนี้มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นด้วยค่ะ…

เหรียญรวมของทัพนักกีฬาไทย 52 เหรียญในครั้งนี้

ไปออกเป็นเลขเด็ดของหวยในงวดถัดมาอีกด้วย

ว๊าว ! ว๊าว ! ว๊าว ! (เสียงตื่นเต้นจากฉันซึ่งเป็นคนไม่เคยซื้อหวย…)

มีใครถูกรางวัลบ้างไหมคะเนี่ย

คนซื้อล็อตเตอรี่ส่ายหน้า ทำตาปริบๆค่ะ

ก็ 52 เขาเล่นกระโดดไปออกเป็นเลขท้าย 2 ตัวรางวัลที่ 1 น่ะซิคะ

คนที่ทำถูกกฎหมายด้วยการซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาลก็ต้องอับโชคไป

ส่วนคนที่ป้วนเปี้ยนแถวใต้ดินก็โชคดีกันไป

แล้วแบบนี้จะไม่ล่อใจให้นักเสี่ยงโชคมุดไปใต้ดินได้ยังไงคะ

 

ฉันเป็นกองเชียร์คนไทยที่มีความเป็นชาตินิยมเข้มข้นคนหนึ่งทีเดียว

ทุกครั้งที่มีนักกีฬาไทยลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันอะไรเล็กหรือใหญ่แค่ไหน

ถ้าฉันรู้ ฉันจะส่งใจตามไปเชียร์ทันที

ฉันว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็คงเป็นแบบนี้…

เรามีความรักพวกพ้อง เราคิดเสมอว่าเราคือสายเลือดด้วยกัน

 

แล้ว….? หากมีทีมกีฬาโปรดในดวงใจของคุณ อาทิ ผี บ้าง หงส์  บ้าง ปืน บ้าง ฯลฯ

( ข อ อ ภั ย ที่ ต้ อ ง เ อ่ ย น า ม )

มาเยือนถิ่นประชันแข้งกับทีมไทยในสนามไทยล่ะ คุณจะเลือกเชียร์ใคร

ฉันเคยข้องใจเหมือนกันนะ ด้วยที่ว่าฉันไม่ได้เป็นสาวกของใครซักทีม

 

? ? ? ? ?

 

 

และแล้วฉันก็ค้นพบคำตอบ จากการทำรีเสิร์ชเล็กๆ ด้วยกันสอบถามคนนั้นทีคนนี้ที

และติดตามอ่านในเว็บบอร์ดหลายแห่งที่คนเข้าไปส่งเสียงเชียร์กัน

ก็ได้ผลการวิจัยแบบไม่เป็นทางการมาว่า….

เขาขอเอียงใจมาเชียร์ทีมไทยค่ะ เหตุผลคือ

“แม้เราจะรักผีหงส์ปืนฯลฯของเรามากแค่ไหน

แต่หากมาเจอ”สายเลือด”เดียวกันแล้ว เราพร้อมจะอยู่ข้างคนไทยเสมอ”

การชื่นชมในฝีไม้ลายมือเรื่องหนึ่ง แต่การเป็นครอบครัวเดียวกันย่อมสำคัญกว่าค่ะ

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะรักพวกรักพ้อง แต่เราก็รักความยุติธรรมด้วย

เราไม่ชอบถูกโกงและเราก็ไม่อยากโกงหรือปล้นชัยชนะของใคร…

 

มีครั้งหนึ่ง… ถ้าจำไม่ผิดมีการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติรายการหนึ่งจัดขึ้นโดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

และรายการนี้มีการแข่งขันชกมวยสากลสมัครเล่น (ซึ่งเป็นกีฬาความหวังของเราเสมอ)…รวมอยู่ด้วย

ครั้งหนึ่งในหลายครั้ง กรรมการให้คะแนนเข้าข้างนักกีฬาไทยอย่างเห็นได้ชัด

อาจด้วยความเกรงใจเจ้าภาพ หรืออะไรก็แล้วแต่..

ในเกมส์การชกนั้น..จากสายตาของผู้ชม…

นักมวยของไทยน่าจะพ่ายแพ้เพราะสู้ไม่ได้ แต่สรุปสุดท้ายเรากลับชนะคะแนน

มันดูแล้วไม่น่าภาคภูมิใจเอาซะเลย ครั้งนั้นกองเชียร์ไทยไม่ปลื้มค่ะ

 

กีฬาหลายประเภทกรรมการมีความสำคัญในการจะชี้เป็นชี้ตายให้นักกีฬา

เช่น มวย เทควันโด ฯลฯ ถ้ากรรมการขาดความยุติธรรมลำเอียงแล้ว

อาจพลิกผู้ชนะเป็นผู้แพ้ จากผู้แพ้เป็นผู้ชนะได้ ซึ่งนักกีฬาก็ต้องยอมรับโดยดี

เพราะตามกฎกำหนดว่าต้องเคารพและเชื่อฟังกรรมการ

ส่วนผู้เป็นกองเชียร์แม้จะเห็นอะไรขัดหูขัดตาขัดใจก็คงทำอะไรมากไม่ได้

อย่างรุนแรงที่สุดก็คงแค่โห่ร้องแสดงความไม่พอใจ หรืออย่างซอฟท์ๆก็คงเพียงแค่นั่งทำตาปริบๆน้ำตาคลอ

ในส่วนของทีมสต๊าฟโค้ช ก็คงต้องหาวิธีการประท้วงการตัดสินต่อไป

และกรรมการชุดนั้น หากไปตัดสินกีฬาคู่ใดอีก กองเชียร์ก็จะไม่เชื่อมั่นอีกต่อไป

 

กรรมการคือความสำคัญในระบบความยุติธรรมของการแข่งขันกีฬา

ท่านต้องตัดสินอย่างเป็นกลาง ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้เพื่อเป็นที่ยอมรับ

และให้ผลการตัดสินเป็นที่สิ้นสุด

 

ไม่ต่างจากกระบวนการยุติธรรมในบ้านเมืองของเราหรอกค่ะ

ซึ่งทั้งศาล ผู้พิพากษา ตุลาการ ฯลฯ ท่านก็ต้องมีความเป็นกลางตั้งมั่นในยุติธรรม

ท่านต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เข้มข้นมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วๆไป

 

หากเมื่อใดก็ตามที่ตราชั่งของชาติเอียงไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากจนน่าเกลียดแล้ว

ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมก็จะถูกลดทอนลงไป

เพราะคนไทยที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมและไม่ได้โง่นั้นยังมีอีกเป็นจำนวนมาก

เมื่อนั้นปัญหาต่างๆก็จะตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

 

มันคงเป็นเรื่องเลวร้าย…

หากระบบที่ควรเป็นหลักสำคัญที่สุดของประเทศ

ประชาชนไม่ให้ความเคารพเชื่อถือเสียแล้ว

 

 

เอ….. จากเรื่องกีฬาฉันมาโยงถึงเรื่องการบ้านการเมืองได้อย่างไรกันนะ

หรือว่า….

ฉันยกแม่น้ำทั้งห้าเรื่องกีฬามาทั้งหมด เพื่อเขียนถึงเรื่อง”กระบวนการยุติธรรม”กันแน่

อือม์…อาจจะเป็นอย่างหลังก็ได้  งั้นพอแค่นี้ก่อนนะคะ

กลัวโดนปิดบล็อก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ว่าด้วยรีโมทรถยนต์

Posted: พฤศจิกายน 24, 2010 in Uncategorized

ฉันมีรีโมทรถยนต์อยู่ 2 อัน
สมมติว่าชื่อ”อันหนึ่ง”กับ”อันสอง”
จู่ๆ”อันสอง”ก็ใช้การไม่ได้ หลังจากที่ฉันก็บไว้ในกระเป๋าเพื่อเป็นตัวสำรอง
ไม่ได้ใช้มันซะเนิ่นนาน

เมื่อหยิบขึ้นมาทดลองใช้อีกครั้ง มันก็ไม่ทำงานซะแล้ว
คือเมื่อกดปุ่มเพื่อเปิด-ปิดรถ จุดไฟเล็กๆที่รีโมทไม่แดงวาบเหมือนเดิม
และไม่มีปฎิกิริยาตอบรับใดๆจากรถของฉัน…

เบื้องต้นเข้าใจว่าถ่านหมดหรือแบตหมด แต่ไม่ใช่
เพราะทางร้านใส่ถ่านนาฬิกาที่ฉันใช้บริการประจำ
ตรวจสอบแล้วว่าแบตยังมีไฟอยู่
รีโมทอันนี้ฉันเคยเปลี่ยนแบตมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้

เพื่อนที่เคยประสบปัญหาเดียวกันจึงบอกฉันว่า…
อาจเป็นเพราะเจ้ารีโมท”ลืมรหัสตัวเอง”
เขาบอกว่าถ้าเรามีรีโมทรถยนต์ 2 อัน
ควรพยายามใช้ทั้ง 2 อันสลับกันไป
เพราะถ้าอีกอันหนึ่งไม่ได้ใช้นานเข้า….มันจะลืมรหัส
รหัสที่ว่าคือโค้ดที่ตั้งไว้เพื่อการเชื่อมต่อกันระหว่างรถกับรีโมทคอนโทรล
ซึ่งถ้าเกิดเหตุนี้ขึ้นต้องแก้ปัญหาโดยใช้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญมาตั้งเซ็ทรหัสให้ใหม่

แต่ฉันก็ไม่ได้ไปซ่อมแซมหรือแก้ไขอะไร
ก็ใช้”อันหนึ่ง”ต่อเนื่องเรื่อยมา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วค่ะ

รีโมทรถยนต์ของฉันเป็นแบบเปิดปิดประตูด้วยและกันขโมยด้วย
ถ้าเราปิดรถด้วยรีโมทต้องเปิดด้วยรีโมทเช่นกัน
มิฉะนั้นหากใช้กุญแจรถไขไปโดยพลการรถจะร้องโหยหวน
เป็นสัญญาณกันขโมยที่ประกาศให้รู้ว่ามีผู้บุกรุก

ฉันก็กังวลใจนิดหน่อยว่าถ้าฉันล็อครถด้วยรีโมทเรียบร้อยแล้ว
หากวันหนึ่งวันใดรีโมทมีปัญหาอีกเช่น แบตหมด ตกพื้น เสียหาย
ฉันจะเข้าไปในรถตัวเองได้อย่างไร เนื่องจากฉันไม่มี”อันสอง”ไว้สำรองซะแล้ว

และแล้ววันหนึ่งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ

เมื่อค่ำวันหนึ่ง เมื่อ2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง
ฉันต้องทำงานแทนเพื่อน1ชั่วโมงจึงเลิกงานตอน 6 โมงเย็น
บรรยากาศ ณ เวลานั้นของต้นฤดูหนาวมันสลัวใกล้มืด
รถราต่างๆนานๆจะวิ่งผ่านมาซักครั้งเพราะเป็นถนนในหมู่บ้านใหญ่ชานเมือง

ฉันเดินไปที่รถอย่างรีบร้อนด้วยความหิวและอยากกลับบ้าน
มือหนึ่งถือกุญแจรถซึ่งพ่วงด้วยรีโมท อีกมือหอบหิ้วข้าวของ
แต่..ก่อนที่จะไปถึงรถอย่างที่ตั้งใจ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ฉันทำพวงกุญแจตกพื้นดัง “แกร๊งงง!”
แล้วสิ่งที่กังวลมาตลอดเกือบ 1 ปีก็เกิดขึ้น

รีโมทฉันเสีย เมื่อกดปุ่มเปิดหรือปิดรถแล้ว ไม่มีการสนองตอบใดๆจากรถของฉัน
ฉันใจไม่ดี พยายามกดไปกดมาอยู่หลายรอบ
หยิบ”อันสอง”มาทดสอบด้วย ซึ่งก็แน่นอนมันก็ไม่มีผลอยู่แล้วล่ะ

สุดท้ายฉันก็ลองเสี่ยงดู หยิบกุญแจไขเข้าไปในรถทันที
เป็นไปดังคาด สัญญาณกันขโมยของร้องโหยโหยท่ามกลางความมืด
และความเงียบของบรรยากาศรอบข้าง

ฉันไม่สนใจ เมื่อเข้ารถได้ ก็ลองไขสตาร์ทรถ แน่นอนค่ะ รถสตาร์ทไม่ได้
สัญญาณกันขโมยทำงานได้ดี มันป้องกันตัวเองได้ตามระบบของมัน
มันป้องกันฉันซึ่งเป็นเจ้าของด้วย เพราะมันจำฉันไม่ได้

ฉันจึงต้องถอยร่นออกมายืนตั้งหลัก กดปุ่มเปิดๆปิดๆรีโมทอีกหลายรอบ ไม่มีผล
ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร นึกไม่ออกด้วยว่าจะโทรหาใคร (เป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน)
และแล้วฉันก็ลองเสี่ยงอีก ไขกุญแจรถเข้าไปนั่งโดยพลการอีก
เหตุการณ์โหยหวนและวงจรเดิมๆก็เกิดขึ้นซ้ำเดิมอีก
จนฉันต้องหลบฉากกลับมายืนเก้กังข้างรถอีกครั้ง
ฉันชักกลัวรถตัวเองซะแล้วซิ

กระบวนการไขกุญแจของฉันเป็นแบบนี้อยู่ 3 ครั้ง 3 ครา
ฉันจึงยอมแพ้อย่างราบคาบ
ฉันคงต้องเรียกแท๊กซี่กลับมาในตอนค่ำมืดอย่างนี้
แล้วรุ่งขึ้นต้องตามช่างมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้
มันจะวุ่นวายแค่ไหนนะเนี่ย ฉันคิดอย่างเพลียหัวใจ

แต่ก่อนจะโบกมือลากลับบ้าน ฉันนึกอะไรออกมาอย่างหนึ่ง
ขอใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งหน่อยนะ
ในเมื่อรีโมทตกพื้นแล้วใช้การไม่ได้ ถ้ามันตกพื้นอีกรอบมันมากลับมาใช้ได้หรือเปล่า
อือม์…. ไม่ลองไม่รู้

ฉันก็เลยกลั้นใจ สวดมนต์ภาวนา และปล่อยพวงกุญแจรถหลุดจากมือ
มันตกที่พื้นดัง “แกร็งงงค์..” เหมือนตอนต้นไม่มีผิด
ฉันหยิบมันขึ้น ก็ยังไม่วายภาวนาอธิษฐาน…
แล้วกดที่ปุ่มเปิดรถ…
ไม่น่าเชื่อค่ะ !!!! มีสีแดงวาบขึ้นที่ตัวรถ
รีโมทกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว
ไม่น่าเชื่อค่ะ !!!! มันเป็นไปแล้วจริงๆ !!!!!

ฉันรีบเปิดประตูรถ สตาร์ทรถแล้วขับออกจากที่นั้นทันที
เชื่อไหมว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียง 10 นาที
แต่ความรู้สึกฉันมันเหมือนนานเป็นชั่วโมง

ทำไมรีโมทจึงกลับมาใช้งานได้..
อาจเป็นเพราะในช่วงที่หล่นพื้น อาจมีขั้วใดขั้วหนึ่งของรีโมทหลุดออกมา
พอตกอีกครั้งขั้วนั้นก็กลับมาต่อกันติดใหม่
ระบบของมันเซ็นซิทีฟมากค่ะ ฉันจะพยายามไม่ซุ่มซ่ามให้มันหลุดมืออีก

ส่วนการแก้ปัญหาอีกอย่าง “ในเน็ต”เขาบอกว่า
เมื่อเราไขกุญแจเข้ารถโดยพลการแล้ว ปิดประตูซะรถก็จะไม่ร้องโหยหวน
จากนั้นเราต้องควานหา”ปุ่ม”ปุ่มหนึ่ง (ปุ่มไหน?) อยู่แถวๆใต้พวงมาลัยหรือคอนโซลรถ
เจ้าปุ่มนี้จะทำหน้าที่เซ็ทรีโมทกับรถ… ถ้าค้นหาเจอและกดมันเข้าไป
ระบบกันขโมยก็จะหยุดทำงาน
เราก็สามารถสตาร์ทรถออกไปได้
แต่ก็อย่างว่าแหละ “ปุ่มไหน” ?

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันก็เลยคิดถึง”อันสอง”ขึ้นมา
ถ้าเรามีสำรองเราคงไม่ต้องกังวัลอย่างนั้น
แต่ฉันไม่ได้ปรึกษาช่างแต่ประการใด
ฉันคิดว่าเราน่าจะสามารถตั้งรหัสรีโมทให้เชื่อมกับตัวรถยนต์ด้วยตัวเองได้
มันลืมรหัสตัวเองได้ เราก็จะพยายามเชื่อมโยงให้ความจำของมันกลับมา

และแล้วฉันก็เจอข้อมูลนี้ค่ะ
http://www.diybmwe36.com/forums/showthread.php?tid=1006

ซึ่งใช้ได้ผลดีซะด้วย จึงนำมาฝากกันเผื่อใครมีปัญหารีโมทลืมรหัส
ลองดูนะคะ

ตอนนี้ฉันก็เลยมีรีโมทใช้ 2 อันแล้วค่ะ

ความทรงจำ

Posted: พฤศจิกายน 22, 2010 in Uncategorized

วันลอยกระทงของปีนี้ได้ผ่านพ้นไปอีกคราวหนึ่งแล้วค่ะ
เป็นวันที่ฉันต้องไปทำงาน กลับบ้านค่ำประมาณ 2-3 ทุ่ม…เหนื่อยกับรถติดค่ะ
เพราะต้องผ่านจุดที่มีสถานที่ลอยกระทงถึง 2 แห่งคือ
บริเวณหน้า ม.เกษตร กับ หน้าวัดพระศรีฯ
รถจอดนิ่งแทบไม่ขยับเชียว
“วันเพ็ญเดือน12น้ำนองเต็มตลิ่ง..
เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงวันลอยกระทง..”

นึกถึงบรรยากาศริมน้ำที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
รอบข้างประดับตกแต่งด้วยไฟแสงสีและการยิงพลุดอกไม้ไฟ
ก็ชวนให้สนุกสนานหรรษาดีอยู่…
แต่พอจินตนาการถึงการที่ตัวเองต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในกลุ่มนั้น…
ก็ให้ท้อใจ………

อาจเป็นด้วยวัยที่มากขึ้น ผ่านวันลอยกระทงมาไม่รู้กี่ปีจึงทำให้ไม่รู้สึกสนุกกับตรงนั้นอีกแล้ว
เวทีนี้เหมือนเป็นโลกของคนหนุ่มสาวที่มีกำลังวังชาพวก
เขาวิ่งตามหาความตื่นเต้นเร้าใจ เพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ เหมือนดังที่เราเคยเป็นมาก่อน
จวบจนเราผ่านโลกและเรื่องราวต่างๆมาประมาณหนึ่ง
ไม่รู้สึกว่ามีอะไรให้ชวนค้นหาท้าทายอีกแล้ว
จึงอาจกลายเป็นความรู้สึกเฉยเมยกับสิ่งเหล่านี้

แต่ยามใดที่นึกถึงเรื่องราวเก่าๆครั้งเยาว์วัย
ความทรงจำที่มีกลิ่นอายแห่งหรรษาก็ยังรู้สึกกรุ่นๆอยู่ที่ปลายจมูกเสมอ

สมัยเด็กที่ฉันมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด บ้านฉันอยู่ตรงข้ามกับวัดค่ะ
แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นชนบท แต่ ณ วัดที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ก็มีกิจกรรมต่างๆต่อเนื่องหลายเทศกาล

ปีใหม่มีตักบาตรช่วงเช้า กลางคืนก็มีหนังกางแปลง มีเค้าท์ดาวน์ มีชิงช้าสวรรค์
มีร้านก๊วยเตี๋ยว ขนม สายไหมตั้งเต็มวัด มัคทายก โฆษกประกาศเชิญชวนให้คนร่วมทำบุญ

พอเทศกาลสงกรานต์นอกจากการทำบุญแล้วก็มีสงฆ์น้ำพระทุกวันที่ 16 เมษายน
ผู้คนเนืองแน่นเต็มวัดทั้งกลางวันกลางคืน รถราติดขัดยาวพอประมาณ
มีครั้งหนึ่งเกิดเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาท ไล่ตีกัน
พวกเขาวิ่งไล่ขับกันหนีข้ามฝั่งถนนมาในแถวหน้าบ้านฉันพอดี
หนึ่งในนั้นผลุบเข้าไปหลบในร้านค้าที่ติดกับบ้านฉัน สร้างความระทึกขวัญ
ฉันเองรีบปิดประตูบ้านตัวเองแทบไม่ทัน

กระทั่งในวันที่มีจันทรุปราคา…ถ้ากรรมการวัดไหวตัวทัน
ยามค่ำคืนก็จะมีหนังกางแปลงให้ชม มีการออกร้านขายสินค้าให้คนไปสนุกสนาน
พอตกดึกเมื่อราหูอมจันทร์เกือบมิด
พวกเขาก็เชิญชวนกันให้ช่วยกันหม้อถัง กะละมัง ไหให้เกิดเสียงดัง
เพื่อที่ราหูจะตกใจและคายดวงจันทร์ออกตามความเชื่อค่ะ
บ้างก็เคาะต้นไม้เพื่อให้ออกดอกออกผลงดงาม ก็ตามความเชื่ออีกนั่นแหละค่ะ

หรือแม้แต่บางคราวที่ไม่มีเทศกาลใด
ก็อาจมีจอหนังกางแปลงมาตั้งโชว์ที่ลานวัดตั้งแต่ช่วงเย็นให้เด็กๆได้ตื่นเต้นเล่นได้
ซึ่งเรามาทราบในเวลาต่อมาว่านั่นคือ”หนังขายยา”

หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ของบางวัน ยามสายบ้าง บ่ายบ้างก็อาจมีลิเกมาแสดง
ให้เด็กๆผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ชมกันฟรี ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นลิเกแก้บน
ในขณะนั้นฉันไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่า”แก้บน”มีความหมายอย่างไร
แต่มันเป็นความบันเทิงที่พอจะสรรหาได้ท่ามกลางความบันเทิงที่มีน้อยนิดในยุคนั้น
เราจึงมีความสุขกับลิเกแต่ละคณะเป็นอย่างมาก

เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าเทศกาลลอยกระทงจะถูกละเลยไป
ทุกปีวันลอยกระทงจะเป็นงานที่เด็กๆในแถบนั้นรอคอย
โดยเฉพาะถ้าตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์พวกเราจะเตรียมกระทงกันตั้งแต่กลางวัน
ในยุคนั้นไม่มีการรณรงค์เรื่องงดใช้กระทงโฟมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเหมือนยุคนี้หรอกค่ะ
สิ่งที่นิยมและราคาเยาว์จึงเป็นโฟมขาวตัดแต่งกลมเป็นฐานกระทง
และกระดาษย่นสีขาวสีชมพูตัดและพับโค้งแทนกลีบบัว
หากใครไม่ทำกระทงเองก็มีร้านค้าตั้งแผงขายกระทงกันมากมายหลายราคา
ซึ่งทางวัดก็ได้ตระเตรียมบ่อน้ำไว้ให้เพื่อการนี้
ส่วนภาคบันเทิงนั้นทุกปีต้องมีหนังกางแปลงให้ชมกัน
ซึ่งภาพยนตร์แต่ละเรื่องมักถูกคัดสรรให้มีฉากลอยกระทงในเนื้อหาด้วย

บรรยากาศเหล่านี้ฉันเชื่อว่าก็ยังมีให้สัมผัสกันทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ
เพียงแต่เราเองที่เดินจากมาและไม่ได้ย้อนกลับไปอีก
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเข้าไปอยู่ในสถานที่สถานการณ์เช่นเดิมในภาวะวัยขนาดนี้….
อารมณ์ความสนุกความตื่นเต้นจะเป็นดั่งเดิมหรือไม่
ในเมื่อเวลาเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน

การเป็นเด็กก็ดีไปอย่างนะ
ด้วยความคิดที่ไม่ซับซ้อน ทำให้เขาสนุกกับอะไรใกล้ตัวอย่างง่ายๆ
แต่ฉันก็ไม่อยากย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหรอกค่ะ
ฉันไม่อยากกลับไปตั้งต้นใหม่เพื่อเติบโตขึ้นมาอีก ชีวิตมันเหนื่อยค่ะ

ฉันขอเดินไปข้างหน้าพร้อมวันเวลาจะดีกว่า
เพียงแค่มีความทรงจำเก่าๆให้ได้คิดถึงบ้างก็พึงพอใจแล้วล่ะ