นักประดิษฐ์

Posted: สิงหาคม 3, 2008 in เรื่องสั้น
ณ ห้องเรียนของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง แม้บรรยากาศจะดูเงียบเหงา
เพราะการอบรมอย่างเป็นทางการของวันนี้จบสิ้นลงแล้ว แต่ก็ ยังมี
สองหนุ่มต่างวัยนั่งคุยกันอยู่อย่างมีมิตรภาพ
วันนี้เป็นวันที่สามของคอร์สสั้นๆ ในโครงการ “นักประดิษฐ์มือสมัครเล่น”
ที่ต้องใช้ระยะเวลาอบรมทั้งสิ้น 30 วัน แม้ค่าเรียน จะแพงลิบลิ่ว แต่ก็มีหนุ่มสาววัยทำงานต้นๆ และนักศึกษา
สมัครเข้ามาล้นหลาม
เนื่องด้วยนี่คือยุคแแห่งกระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ
ไหลบ่าเข้าสู่ความนิยมอย่างสูง
ชายสองคนที่ว่านั้น คนแรกคือศาสตราจารย์ ดนัย หนุ่มใหญ่วัยล่วงเข้ากว่า 40 ปี
ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
เพื่อมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร หลังจากที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก เกือบ 20 ปี
เขาได้รับการทาบทามให้เป็นหนึ่งในวิทยากรครั้งนี้
ส่วนอีกคนหนุ่มอ่อนวัยกว่าชื่อยศศักดิ์ หนุ่มวัยทำงานช่วงต้นๆ
ที่ใส่ใจการอบรมเป็นพิเศษ
เขาขอพูดคุยปรึกษากับอาจารย์ดนัยชั่วครู่หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมในห้องเรียน
“ผมว่าการจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์อะไรนี่มันต้องมีจินตนาการนะ” ดนัย เอ่ยขึ้น
“มันต้องรู้จักคิดนอกกรอบ..”
“เห็นด้วยครับ ผมเองอยากเรียนรู้เรื่องราวหลากหลาย
เป็นการฝึกให้ใช้สมองหลายๆด้าน และผมสนใจงานด้านการประดิษฐ์เป็นอย่างมาก”
หนุ่มอ่อนวัยกว่าพูดเบาๆ
“คุณเคยมีผลงานประดิษฐ์อะไรบ้างล่ะ”ดนัยถาม
หนุ่มอ่อนวัยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า
“ยังไม่มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลยครับ แต่ผลงานที่ผมอยากทำคือ
เครื่องจักรที่ให้มนุษย์เราสามารถรับเคราะห์แทนกัน
ใครที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดพิการ เจ้าเครื่องนี้สามารถย้ายความเจ็บปวดพิการ
ไปให้ผู้เป็นสาเหตุได้” ..
“กลไกในการผลิตเครื่องจักรแบบนี้ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ..”
“ครับ ผมจึงอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์” ชายหนุ่มพูดเบาๆตามเคย
“ได้ซิ แต่ผมคงบอกได้แต่แนวทางเท่านั้นนะ รายละเอียดที่ลึกซึ้ง
คุณต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอง เอางี้ ตอนนี้คุณทำถึงขั้นตอนไหนแล้ว”
ยศศักดิ์ตอบไป จากนั้นดนัยจึงเริ่มบรรยายให้ฟังคร่าวๆ ในขั้นตอนต่อจากนั้น
สิ่งประดิษฐ์แบบนี้จำเป็นต้องใช้พลังงานจากมนุษย์ด้วย และพลังจากจักรวาล
ยศศักดิ์ตั้งใจฟังเป็นอันดี และซักถามเป็นระยะ จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง
ดนัยปิดท้ายการบรรยายด้วยคำพูดให้กำลังใจ
“ผมชอบคนหนุ่มอย่างคุณนะ ใฝ่เรียนรู้ มีความคิดที่แปลกแหวกแนว
คุณจะเป็นอนาคตที่สำคัญของวงการนักประดิษฐ์เชียวนะ”
“ขอบคุณครับ”
“แต่อย่านำมันไปใช้ในทางที่ผิดก็แล้วกัน นักประดิษฐ์เองก็ต้องมีจรรยาบรรณ
มิฉะนั้นอาจต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ดนัยพูดเสียงเศร้าตอนท้าย
“อาจารย์เคยทำผลงานที่..เอ่อ..ทำให้รู้สึกเสียใจบ้างไหมครับ”
“มีซิ จริงๆผมสนใจเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วนะ
ชอบรื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาประกอบใหม่ ทีวีเครื่องหนึ่งนำมาประกอบเป็น
เครื่องทำหยดน้ำค้างได้ ,หรือแม้แต่ตู้เย็นเก่าก็เอามาทำสวนกล้วยไม้
ปลูกต้นซากุระให้แม่ แต่มันยังไม่โดดเด่นสะใจ
จนวันหนึ่งผมเลยจินตนาการฟุ้งไปถึงขั้นอยากทำเครื่องจักรเอนกประสงค์..”
“เครื่องจักรเอนกประสงค์.??.”
“ใช่.ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 18 เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกเอง
ผมรวมกลุ่มเพื่อนสนิทๆ กันทั้งหมด 4 คน วางแผนทำเจ้าเครื่องจักรเอนกประสงค์..
..หลักการของมันก็คือ ถ้าเราอยากได้อะไร
แค่ตะโกนบอกความต้องการไปที่ไมค์เล็กๆ แล้วกดปุ่ม
เสียงของเราก็จะไปกังวาลในเครื่องทำให้กลไกภายในสั่นสะเทือน
แล้วพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นก็สามารถเรียกสิ่งที่เราต้องการจากพื้นที่
ที่ใกล้ที่สุด เข้ามาในเครื่องได้ “
“น่าทึ่งจังครับ..”ชายหนุ่มนั่งตรงข้ามอุทาน
“มันก็ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมซักเท่าไหร่
เพราะมันคือการขโมยของคนอื่นด้วยพลังดึงดูดจากเครื่องจักรนั่นเอง
แต่ตอนนั้นเราก็ยังเด็กคะนองอยู่มาก เลยมีความคิดตื้นๆไปบ้าง..”.”
“เมื่อได้หลักการตรงนี้ พวกเราก็เริ่มค้นข้อมูล ทั้งตำราไทย ตำราฝรั่ง
ไปอบรมด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ
ด้วยความมุ่งมั่นกับเครื่องจักรนี้
เราเลยทิ้งการเรียนที่มหาวิทยาลัยไปโดยปริยาย โดนรีไทร์กันทุกคน
แต่เราไม่แคร์ เพราะถ้าเจ้าเครื่องนี้สำเร็จเราจะสบายกันตลอดชาติเลย
“นับตั้งแต่การเริ่มเตรียมงาน เตรียมอุปกรณ์ เราใช้เวลาลองผิดลองถูก
อยู่ในห้องทดลองกันไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เราต้องสะสมพลังงาน
จากหลายแหล่งมารวมในที่เดียวกัน เราต้องใส่พลังเสริมลงไปในเครื่อง
เรียกว่าทั้งศาสตร์และศิลป์ ผสมผสานกันเลยล่ะ จนในที่สุด ด้วยระยะเวลา 4 ปี
เครื่องจักรของเราก็สำเร็จเสร็จสิ้น”
เรา 4 คน ดีใจมาก หลังจากสำรวจเครื่องขั้นตอนสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว
เราจึงฉลองกันด้วยการดื่มเหล้าอย่างสนุกสนาน
และตั้งใจว่าจะทดสอบเครื่องพร้อมกันอย่างจริงจังในเช้าวันรุ่งขึ้น
“ผมเป็นคนที่ดื่มน้อยที่สุด เริ่มวันใหม่ ผมจึงตื่นก่อนเพื่อน ประกอบกับ
วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของผมพอดี ผมจึงคิดว่าอยากให้ของขวัญกับตัวเอง
ด้วยการขอลองเครื่องก่อนคนอื่น ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเครื่องจักรตัวนี้ใช้ได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว
ผผมมายืนอยู่หน้าเครื่องจักรในห้องทดลองที่ลึกลับของเรา
หน้าตามันก็ไม่ได้พิสดารอะไร เป็นตู้เล็กๆ
แต่สามารถขยายใหญ่ได้ตามวัตถุที่อยู่ในเครื่อง
และด้วยความเพลียและปวดหัวจากอาการแฮงก์ ผมเลยอยากดื่มกาแฟซักแก้ว
“ขอกาแฟ” ผมประกาศใส่ไมค์ไนเครื่องแล้วกดปุ่ม มีเสียงกุกกัก กึงกัง
อยู่ครู่หนึ่ง พอมีสัญญาณไฟแดง ฝาเครื่องก็เปิดออกอัตโนมัติ
เท่านั้นแหละ กาแฟก็ไหลนองพื้น ผมหงุดหงิดมาก
แต่ก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้สั่งว่ากาแฟแก้วหนึ่ง
กาแฟก็เลยมาเป็นน้ำ ไม่เป็นไร ผมขอแก้ตัวใหม่
คราวนี้ชักอยากรวยซะแล้วซิ.
“อยากมีตังค์เยอะๆจังเลยขอหมื่นหนึ่ง” ผมตะโกนใส่ไมค์
แล้วกดปุ่มด้วยจิตใจกระหยิ่มยิ้มย่อง เบื้องต้นเอาแค่นี้ก่อน
วันหลังค่อยขอเป็นล้าน
มีเสียงกึงกังเช่นเคย พอเสียงเงียบฝาเครื่องเปิดออก เงินเหรียญสลึง เหรียญ 50
สตางค์ ร่วงกราวลงมาจำนวนมาก เป็นความผิดของผมอีกแล้ว ใช้คำว่า “ตังค์”
เลยกลายเป็นสตางค์เหรียญออกมาจริงๆ
แต่นาทีนั้นผมกลับรู้สึกว่าเจ้าเครื่องเฮงซวยนี่มันช่างโง่เหลือเกิน
เงินตั้งหมื่น มันน่าจะเอาธนบัตรมาให้มากกว่า
ด้ด้วยความอารมณ์เสีย ผมเลยตะโกนลั่น “ไอ้บ้าเอ๊ย “
แล้วกำเหรียญส่วนหนึ่งขว้างไปที่เครื่องจักร เหรียญเจ้ากรรมเหรียญหนึ่ง
ไปกระแทกกับปุ่มพอดี มีเสียงกึงกังๆ แล้วเครื่องก็ขยายใหญ่ขึ้นเท่าตัวคน
จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเครื่อง ด้วยกิริยาคลุ้มคลั่ง ใช่แล้ว
เขาคือคนบ้านั่นเอง เขาแต่งตัวดีแบบคนทำงานออฟฟิศเลยนะ
แต่หัวหูยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงหน้าตาแบบสติไม่เต็ม
เจ้าเครื่องจักรไปดึงเอาคนบ้าจากที่ไหนมาก็ไม่รู้ เขามองเขม็งมาที่ผม
ผมตกใจสุดขีด วิ่งหนีกระเจิงไปรอบๆ เจ้าคนบ้าก็วิ่งตามผมไปทั่วห้องเหมือนกัน
เพื่อนผม 3 คนตื่นขึ้นมาพอดี จึงรีบเข้ามาช่วยและพยายามจับตัวไอ้บ้านั่น
เพราะเกรงมันจะทำลายเครื่องจักร แต่ไม่ทันซะแล้ว
ไอ้บ้านั่นอาละวาดขว้างปาข้าวของในห้องสะเปะสะปะไปโดนเครื่องจักรของผมจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี…
แล้วผมต้องเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง เพราะโดนผู้ชายคนนั้นผลักหัวกระแทกผนัง เสียชีวิต.
แแต่สุดท้ายผมกับเพื่อนอีก 2 คน ก็หนีรอดมาได้ แล้วรีบโทรแจ้งตำรวจ
ให้รวบผู้ชายคนนั้นไป เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลัวมาก
จึงขอพ่อแม่ไปเรียนต่อเมืองนอก พอเรียนจบก็ทำงานที่นั่นต่อเลย
จนตอนนี้ผมคิดถึงบ้านและอยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่แก่มากแล้ว เลยกลับมา และจะได้จำวิชาความรู้ต่างๆมาสอนให้คนไทยด้วย..”
..” แล้วหลังจากนั้นคนบ้าคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ”
ยศศักดิ์วถามกกลับมาเรื่องเดิม
“ผมเองก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดนักหรอก แต่เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า
เขาโดนจำคุกข้อหาฆ่าคนตาย… “
“คนบ้าต้องโทษด้วยเหรอครับ”
“เอ ยังไงไม่รู้นะเพื่อนผมบอกว่า
พอผู้ชายคนนั้นเข้าโรงพยาบาลเช็คประสาทแล้วกลับไม่ใช่คนบ้าน่ะ
เป็นคนจิตปกติทุกอย่าง เขาบอกว่าเขาออกจากบ้านในตอนเช้าเพื่อไปทำงาน
พอผ่านบ้านหลังหนึ่ง คือบ้านผมนั่นแหละ แล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
รู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว”
“แปลกมากนะครับ” ยศศักดิ์กล่าว
“ผมคิดว่ามันคงแปรปรวนที่เครื่องผมเองมากกว่า ไปดึงเอาคนดีๆเข้ามาในเครื่อง
แล้วจัดการแปลงให้เป็นคนบ้า พอพ้นรัศมีเครื่องจักร เขาก็กลับคืนสู่ปกติ”
“ไม่มีใครบอกความจริงเกี่ยวกับเครื่องจักรให้ตำรวจรู้เลยเหรอครับ”
“ไม่มีหรอก พ่อแม่ของเพื่อนผมที่ตายไป เขาเจ็บแค้นมาก
จึงบอกให้เพื่อนผมที่ให้การในศาล ปรักปรำจนผู้ชายคนนั้นต้องติดคุก
ส่วนผมเองไม่ได้กลับมาให้การอะไรเลย”
“แล้วผู้ชายคนนั้นมีครอบครัวไหมครับ” ยศศักดิ์ถามอีก
“มีนะ ดูเหมือนจะมีภรรยาเป็นแม่บ้าน มีลูกชายคนหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะซัก
6-7 ขวบ”
“แล้วอาจารย์เคยเจอพวกเขาไหมครับ”
“ไม่เคยเจอ ก็บอกแล้วไงผมอยู่เมืองนอกตลอด”
“อาจารย์ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือครับที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้”
ยศศักดิ์พูดเชิงตำหนิด้วยเสียงนิ่ง
“ผมก็เสียใจนะ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ
ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นคงออกจากคุกแล้วล่ะมัง”
“ไม่ใช่ครับ ผู้ชายคนนั้นป่วยและเสียชีวิต เมื่อติดคุกได้ 3 ปี”
ยศศักดิ์ตอบ ทำเอาดนัยตะลึง
“คุณรู้ได้อย่างไร”
“รู้ซิครับ ข่าวนี้ใครๆก็รู้ ตอนนั้นครอบครัวนี้ความเดือดร้อนมาก
ทั้งแม่และทั้งลูกชาย”ยศศักดิ์ตอบเสียงเย็นเช่นเคย ดนัยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบเครือ
“ป่านนี้ลูกชายเขาคงโตแล้ว น่าจะอายุซัก 25-26” เขามองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจ
“ยศศักดิ์ คุณอายุเท่าไหร่”
“25 ปีครับ” ยศศักดิ์ตอบ
บรรยากาศความเงียบเข้ามาครอบคลุม
พอๆกับความมืดด้านนอกที่เริ่มโรยตัวลงมา
“เหตุการณ์ผ่านมา เกือบ 20 ปี แล้วล่ะ” ดนัยถอนใจแล้วรำพึงรำพันต่อ
ด้วยแววตาเลื่อนลอย ” “แต่ผมยังจำแม่นเหมือนเกิดเมื่อวานเลยทีเดียว “
“ตั้งแต่วันนั้นชีวิตผมก็ไม่มีความสุขหรอกนะ มันรู้สึกผิดตลอดเวลา
เหมือนเราไปทำร้ายคนบริสุทธิ์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เพื่อนผม 2
คนที่หนีออกมาได้ในวันนั้น ก็เสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนนี่เอง ทั้งคู่เลย
คนหนึ่ง ขับรถประสานงากับรถบรรทุก ยังจับตัวคู่กรณีไม่ได้
และอาทิตย์ถัดมา คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อีกคนก็ตกหน้าผาระหว่างไปเที่ยว
มีพยานเห็นว่าเขาโดนคนผลัก ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้อีกเหมือนกัน”
“อาจารย์คิดว่ากรรมเวรมีจริงไหมครับ” ยศศักดื์กล่าวเสียงนิ่ง
ดนัยรู้สึกถึงความเย็นเยียบของน้ำเสียงนั้น
“มีซิ ผมเข้าใจเรื่องของเวรกรรมดี
แม้เราจะอยู่ในยุคของเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าแบบนี้ก็ตาม”
ดนัยพยายามทำเสียงสดชื่นในประโยคต่อมา “แหมคุยเพลิน ขอโทษนะ ยศศักดิ์
กี่โมงแล้ว “
ยศศักดิ์ยกแขนซ้ายขึ้น แหวกชายแขนเสื้อเผยให้เห็นข้อมือที่มีปานใหญ่สีแดง
เขาก้มมองเข็มนาฬิกา
“จะ 2 ทุ่มแล้วครับ”
ดนัยลุกขึ้นยืน เขาไม่อาจซ่อนท่าทีที่ลุกลี้ ลุกรนผิดปกติได้
แต่ก็ฝืนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ผมมีนัดด้วยวันนี้ คงต้องไปแล้วล่ะ แล้วพบกันใหม่พรุ่งนี้นะ”
ยศศักดิ์ยกมือไหว้ ดนัยยิ้มตอบรับไหว้ แล้วเดินออกมา
พยายามวางมาดให้สงบไม่ว่อกแว่ก แม้จะรู้สึกเสียววูบที่แผ่นหลัง
ด้วยไม่รู้ว่าจะมีกระสุนปืนลูกใด หรือมีดปลายแหลมเล่มไหน
แหวกอากาศมาปักที่ตัวเขาหรือไม่
แต่แล้วเขาก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเดินลงมาจากตัวอาคาร
ถึงรถเก๋งคันงามที่จอดอยู่หน้าตึก
เขาบอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นพรุ่งนี้หรือวันไหนๆ เขาก็จะไม่มาที่นี่อีกแล้ว
ให้ทางสถาบันหาวิทยากรคนใหม่มาแทนได้เลย เพื่อที่เขาจะหลีกหนีผู้ชายทีมีปานแดงที่ข้อมือ
คนนี้ให้ไกลที่สุด ดนัยสตาร์ทรถ แล้วเหยียบคันเร่งวิ่งฉิวไปทันที
เขาเกือบลืมไปแล้วว่า ในช่วงที่อยู่ต่างประเทศ ก่อนกลับเมืองไทยไม่นาน เขาได้ช่วยลูกศิษย์ทดสอบ.. ” เครื่องจักรเตือนเหตุ” ทุกครั้งที่เขากดปุ่ม จะต้องปรากฎ ภาพ”ปานแดงที่ข้อมือ” ของใครสักคนโชว์ที่หน้าจอของเครื่อง พร้อมสัญญาณอันตราย
………ดนัยขับรถวิ่งมาตามทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ทางรอบข้างค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว เขาไม่แน่ใจว่า อุปทานไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกเหมือนมีรถคันหนึ่ง วิ่งตามเขามาตั้งแต่เขาออกจากสถาบัน…
ดนัยขับรถวิ่งมาตามทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ทางรอบข้างค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว เขาไม่แน่ใจว่า อุปทานไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกเหมือนมีรถคันหนึ่ง วิ่งตามเขามาตั้งแต่เขาออกจากสถาบัน
……………………………
เกือบเที่ยงคืนแล้ว เสาวภา สาวสวยวัย 30 ต้นๆ อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย
เธออยากลงไปในห้องทดลองใต้ดิน เพื่อตรวจสอบเจ้า “เครื่องประดิษฐ์
ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน” เหลือเกิน มันอยู่ในกระบวนการผลิตที่ค้างคา
คาราคาซังมาร่วมปีแล้ว แต่ยังก่อนดีกว่า
วันนี้เธอเหนือยเพลียมากกับการคร่ำเคร่งในตัวงาน อยากพักผ่อนเต็มทน
พรุ่งนี้ซิ เสาวภาจะเข้าห้องทดลองแต่เช้า
แล้วนำคำแนะนำดีๆหลายประการที่ได้รับมาจาก”อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ”มาพัฒนาให้มันสมบูรณ์แบบเสียที
หญิงสาว เปิดทีวีดูข่าวอาชญากรรมภาคดึก
มีข่าวของนักประดิษฐ์คนไทยฝีมือดีระดับโลก ชื่อ “ศาสตราจาร์ย ดนัย”
ถูกรถยนต์ลึกลับชนตกถนนเสียชีวิตตั้งแต่เวลาประมาณ เกือบ 3 ทุ่ม แน่นอน
ข่าวนี้ต้องโด่งดังพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันรุ่งขึ้น
เพราะนับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของคนไทยในแวดวงนักประดิษฐ์โลก
เสาวภาเองก็รู้สึกเสียดายและเสียใจมาก
กับการจากไปของอาจารย์มันสมองระดับอัจฉริยะท่านนี้ เธอยอมรับกับตัวเองว่า
อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจสูงสุดที่ให้เธอก้าวมาเป็นนักประดิษฐ์ แต่อย่างไรก็ตาม
งานก็ต้องเป็นงาน
เสาวภาถอนใจ เธอเสร็จสิ้นภาระหน้าที่แล้วสำหรับจ๊อบนี้
พรุ่งนี้คงไปรับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือได้ ผู้ว่าจ้างเป็นหญิงวัยกลางคน
ชื่อสุมน หล่อนมอบหมายงานให้เสาวภากำจัดผู้ชาย ถึง 3 คน 2คนแรกสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้
และคนที่ 3 เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาดๆ ก็คือ”อาจารย์ดนัย”นั่นเอง
สุมนต้องการแก้แค้นแทนสามีที่ต้องติดคุก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
หล่อนเคยมีชีวิตที่อบอุ่น สุข สบาย กับสามีที่รักครอบครัว
และลูกน้อยที่น่ารัก แต่ทุกอย่างก็พังทะลายหมด เมื่อสามีต้องโทษ
เพราะถูกกล่าวหาว่า บุกรุกบ้านผู้อื่น และฆ่าคนตาย
สุมนต้องลุกขึ้นมาเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลลูก
ต่อเนื่องมาหลายปี ด้วยความขยัน อดทน และฉลาดเฉลียว
ประกอบกับจังหวะชีวิตที่ดี ทำให้หล่อนก้าวหน้าในการงานอย่างมาก
กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดย่อม แต่ระหว่างนั้นหล่อนก็สืบเรื่องราวไปด้วย
จนรู้ว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คือผู้ชายวัยคะนอง 4 คน
ที่สร้างเครื่องจักรพิสดารมาด้วยความไร้ความรับผิดชอบ
และใส่ความสามีหล่อนจนเขาต้องติดคุก และเสียชีวิต สุมนจึงตัดสินใจแก้แค้น
“”เหตุการณ์มันผ่านมาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว ทำไมคุณพี่ถึงเพิ่งคิดแก้แค้นล่ะคะ” เสาวภาเอ่ยถามไปตรงๆ ตามสไตล์ของเธอ เมื่อได้ยินข้อเสนอทางโทรศัพท์จากสุมน เมื่อสองเดือนที่แล้ว
“เหตุผลสำคัญก็คือลูกชายของฉัน เขาไม่เห็นด้วยการอาฆาต จองเวร ฉันก็เลยต้องนิ่งเฉยเรื่อยมา จนเหตุการณ์ร้ายๆมันเกิดขึ้นกับชีวิตลูกชายฉันนั่นแหละ ฉันจึงคิดได้ว่า แม้เขาจะเป็นคนดีแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรปกป้องเขาได้ ฉะนั้นเราจะเป็นคนดีไปเพื่ออะไรกัน..”
“เท่าที่คุณพี่บอก มีคนหนึ่งอยู่เมืองนอกไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันสืบได้ว่า เขากำลังจะย้ายกลับมาในเดือนหน้านี้ มันช่างเป็นจังหวะที่ดีมาก เหมือนฟ้าดินจะลิขิตให้เขากลับมารับกรรมจริงๆ”
หล่อนกำหนดให้เสาวภาผู้ดำเนินการกับชาย 3 คนให้แล้วเสร็จในเวลา 1 เดือน
เสาวภาได้ชื่อว่าเป็นมือใหม่ของวงการใต้ดินนี้ แต่ก็ถือเป็นน้องใหม่มาแรงมากขึ้นทุกที
ด้วยว่านอกเหนือจากการกำจัดเหยื่อได้แบบไร้ร่องรอยแล้ว
เธอยังมีของแถมให้ลูกค้า เป็นแผ่นดิสก์ บันทึกเรื่องราวการพูดคุยและความรู้สึกนึกคิดของเหยื่อภายใน
24 ชั่วโมง อีกด้วย
เสาวภาวหวังว่า ถ้าผลงานครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจเธออาจได้จ๊อบจากสุมนอีก
เนื่องจากสุมนยังมีลูกชายนอนเป็นเจ้าชายนิทราอีกหนึ่งคนที่รอการแก้แค้น
เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว ระหว่างขับรถกลับจากทำงาน
เขาถูกกระสุนปืนลูกหลงจากนักเรียนโรงเรียนช่างกลที่กำลังไล่ตี
ไล่ยิงกันกลางถนน กระสุนถูกจุดสำคัญพอดี หมอเพิ่งแจ้งอย่างเป็นทางการว่าไม่อาจเยียวยาให้เขากลับคืนสู่ปกติได้แล้ว
และตำรวจก็ยังอยู่ในกระบวนการค้นหาเด็กช่างกลจอมวายร้ายคนนั้น สุมนเจ็บช้ำน้ำใจมาก แต่หล่อนบอกเสาวภาว่า
พอจะรู้ตัวผู้ถือปืนกระบอกนั้นในวันนั้นแล้ว
“ฉันจะไม่ให้ไอ้นั่นมันลอยนวลอยู่นานนักหรอก ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้มันมาอยู่ในสภาพเดียวกับลูกชายฉันบ้าง”
“แน่นอน” เสาวภาคิดในใจ หากเจ้า”เครื่องประดิษฐ์ ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน”
ของเธอสำเร็จลงในเวลาอันรวดเร็วนี้ เธออาจจะมีข้อเสนอใหม่นี้ให้สุมน และลูกค้ารายอื่นๆ
ที่ต้องการแก้แค้นที่ทรมานกว่า สะใจกว่า ในราคาย่อมเยากว่า และอาจไม่ต้องถึงชีวิต
ใกล้ ตี 1 แล้ว เสาวภาเดินเข้าห้องนอน เธอกดปุ่มข้างตู้เสื้อผ้า ฝาตู้สีน้ำตาลเคลื่อนออก
เผยให้เห็นห้องกว้าง ที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ร่างมนุษย์ ทั้งหญิง และชาย
ทั้งหนุ่ม สาว เด็ก คนชรา ร่วม 20 ตัว เรียงรายพิงผนังอย่างเป็นระเบียบ
หุ่นยนต์ทุกตัวในห้องนี้เคยผ่านการใช้งานมาแล้ว ในต่างวาระ
ต่างสถานการณ์กันไป ตลอดเวลาของการปฎิบัติการ
เสาวภาจะต้องเป็นผู้ควบคุมการเคลื่อนไหว ป้อนข้อมูล ทุกคำพูด
ให้หุ่นยนต์ทุกอย่าง โดยเธอนั่งทำงานที่บ้าน
ขณะที่มันจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ได้ในประเทศไทย
เธอก้าวเข้าไปหาหุ่นยนต์หนุ่มหน้าตาดีที่หลับตานิ่งอยู่ท่ามกลางสายไฟระโยงระยาง
แล้วตรวจดูการชาร์ตแบตเตอรี่ ทุกอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
แม้จะผ่านการใช้งานมาตลอดทั้งวัน
แต่หุ่นยนต์รุ่นนี้ใช้พลังไฟนิดเดียวเท่านั้น
มันคือตัวที่เธอโปรดปรานมากที่สุด เสาวภาตั้งชื่อมันว่า “รุ่น Excellence “
มันเป็นงานประดิษฐ์ฝีมือเนี้ยบที่แม้แต่ระดับศาสตราจารย์ถ้าไม่พินิจอย่างละเอียดแล้ว
ก็จะไม่รู้เลยว่าเขากำลังพูดคุยกับหุ่นยนต์ ทุกครั้งที่เธอจะใช้งานหุ่นตัวนี้
เธอจะตั้งชื่อมันใหม่ และวันนี้มันมีชื่อว่า
“ยศศักดิ์”
เสาวภายกแขนซ้ายของหุ่น “รุ่น Excellence”ขึ้นมา และแกะแผ่นแดงเรื่อที่ข้อมือออก
มองเผินๆมันจะคล้ายปานแดง
หากที่จริงมันคือชิพที่บันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่หุ่นยนต์มองเห็นและได้ยินเมื่อปฏิบัติงาน ซึ่งเธอจะต้องคัดลอกข้อมูลทั้งหมดลงแผ่นดิสก์ เพื่อมอบให้สุมนตามสัญญา
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เธอต้องทำคือ ถอดคำพูดของศาสตราจารย์ดนัย ลงเครื่องบันทึกเสียง แล้วเก็บเป็นของตนเอง
เธอต้องเลือกเฉพาะในส่วนคำแนะนำเรื่อง การสร้าง “เครื่องประดิษฐ์
ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน” ..
เพราะนั่นคือข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างมากจากอาจารย์ที่เธอรักเคารพที่สุด…ศาสตราจารย์
ดนัย…อาจารย์เคยบอกเธอว่า “เสาวภาจะเป็นนักประดิษฐ์ที่มีอนาคตไกล”
แน่นอนเธอรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว
เพราะเขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใกล้ชิด คอยให้การช่วยเหลือ
และประสิทธิประศาสตร์วิชาการให้มากมาย
ในระหว่างที่เธอเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ
ทำให้เธอมีพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์เหล่านี้ อาจารย์คงภูมิใจถ้ารู้ว่า ยศศักดิ์ ที่อาจารย์คุยด้วยโดยไม่รู้เลยว่าไม่ใช่มนุษย์นั้น เป็นหุ่นยนต์ที่สร้างจากฝีมือของลูกศิษย์คนนี้นั่นเอง เสียดายที่เธอไม่รู้จะบอกอาจารย์ได้อย่างไร เพราะเธอก็ต้องทำภาระหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น
เฮ้อ ก็อย่างว่านั่นแหละ เสาวภาถอนใจอีกครั้ง งานก็ต้องเป็นงา

ณ ห้องเรียนของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง แม้บรรยากาศจะดูเงียบเหงา เพราะการอบรมอย่างเป็นทางการของวันนี้จบสิ้นลงแล้ว แต่ก็ ยังมี สองหนุ่มต่างวัยนั่งคุยกันอยู่อย่างมีมิตรภาพวันนี้เป็นวันที่สามของคอร์สสั้นๆ ในโครงการ “นักประดิษฐ์มือสมัครเล่น” ที่ต้องใช้ระยะเวลาอบรมทั้งสิ้น 30 วัน แม้ค่าเรียน จะแพงลิบลิ่ว แต่ก็มีหนุ่มสาววัยทำงานต้นๆ และนักศึกษา สมัครเข้ามาล้นหลามเนื่องด้วยนี่คือยุคแแห่งกระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ ไหลบ่าเข้าสู่ความนิยมอย่างสูงชายสองคนที่ว่านั้น คนแรกคือศาสตราจารย์ ดนัย หนุ่มใหญ่วัยล่วงเข้ากว่า 40 ปีที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เพื่อมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวร หลังจากที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก เกือบ 20 ปี เขาได้รับการทาบทามให้เป็นหนึ่งในวิทยากรครั้งนี้ ส่วนอีกคนหนุ่มอ่อนวัยกว่าชื่อยศศักดิ์ หนุ่มวัยทำงานช่วงต้นๆ ที่ใส่ใจการอบรมเป็นพิเศษ เขาขอพูดคุยปรึกษากับอาจารย์ดนัยชั่วครู่หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมในห้องเรียน”ผมว่าการจะคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์อะไรนี่มันต้องมีจินตนาการนะ” ดนัย เอ่ยขึ้น “มันต้องรู้จักคิดนอกกรอบ..””เห็นด้วยครับ ผมเองอยากเรียนรู้เรื่องราวหลากหลาย เป็นการฝึกให้ใช้สมองหลายๆด้าน และผมสนใจงานด้านการประดิษฐ์เป็นอย่างมาก” หนุ่มอ่อนวัยกว่าพูดเบาๆ”คุณเคยมีผลงานประดิษฐ์อะไรบ้างล่ะ”ดนัยถามหนุ่มอ่อนวัยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “ยังไม่มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลยครับ แต่ผลงานที่ผมอยากทำคือ เครื่องจักรที่ให้มนุษย์เราสามารถรับเคราะห์แทนกัน ใครที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวดพิการ เจ้าเครื่องนี้สามารถย้ายความเจ็บปวดพิการ ไปให้ผู้เป็นสาเหตุได้” ..”กลไกในการผลิตเครื่องจักรแบบนี้ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ..””ครับ ผมจึงอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์” ชายหนุ่มพูดเบาๆตามเคย “ได้ซิ แต่ผมคงบอกได้แต่แนวทางเท่านั้นนะ รายละเอียดที่ลึกซึ้ง คุณต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอง เอางี้ ตอนนี้คุณทำถึงขั้นตอนไหนแล้ว” ยศศักดิ์ตอบไป จากนั้นดนัยจึงเริ่มบรรยายให้ฟังคร่าวๆ ในขั้นตอนต่อจากนั้น สิ่งประดิษฐ์แบบนี้จำเป็นต้องใช้พลังงานจากมนุษย์ด้วย และพลังจากจักรวาล ยศศักดิ์ตั้งใจฟังเป็นอันดี และซักถามเป็นระยะ จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ดนัยปิดท้ายการบรรยายด้วยคำพูดให้กำลังใจ”ผมชอบคนหนุ่มอย่างคุณนะ ใฝ่เรียนรู้ มีความคิดที่แปลกแหวกแนว คุณจะเป็นอนาคตที่สำคัญของวงการนักประดิษฐ์เชียวนะ””ขอบคุณครับ””แต่อย่านำมันไปใช้ในทางที่ผิดก็แล้วกัน นักประดิษฐ์เองก็ต้องมีจรรยาบรรณ มิฉะนั้นอาจต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ดนัยพูดเสียงเศร้าตอนท้าย
“อาจารย์เคยทำผลงานที่..เอ่อ..ทำให้รู้สึกเสียใจบ้างไหมครับ””มีซิ จริงๆผมสนใจเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วนะ ชอบรื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาประกอบใหม่ ทีวีเครื่องหนึ่งนำมาประกอบเป็น เครื่องทำหยดน้ำค้างได้ ,หรือแม้แต่ตู้เย็นเก่าก็เอามาทำสวนกล้วยไม้ ปลูกต้นซากุระให้แม่ แต่มันยังไม่โดดเด่นสะใจ จนวันหนึ่งผมเลยจินตนาการฟุ้งไปถึงขั้นอยากทำเครื่องจักรเอนกประสงค์..””เครื่องจักรเอนกประสงค์.??.””ใช่.ตอนนั้นผมเพิ่งอายุ 18 เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกเอง ผมรวมกลุ่มเพื่อนสนิทๆ กันทั้งหมด 4 คน วางแผนทำเจ้าเครื่องจักรเอนกประสงค์.. ..หลักการของมันก็คือ ถ้าเราอยากได้อะไร แค่ตะโกนบอกความต้องการไปที่ไมค์เล็กๆ แล้วกดปุ่ม เสียงของเราก็จะไปกังวาลในเครื่องทำให้กลไกภายในสั่นสะเทือน แล้วพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นก็สามารถเรียกสิ่งที่เราต้องการจากพื้นที่ ที่ใกล้ที่สุด เข้ามาในเครื่องได้ “”น่าทึ่งจังครับ..”ชายหนุ่มนั่งตรงข้ามอุทาน”มันก็ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมซักเท่าไหร่ เพราะมันคือการขโมยของคนอื่นด้วยพลังดึงดูดจากเครื่องจักรนั่นเอง แต่ตอนนั้นเราก็ยังเด็กคะนองอยู่มาก เลยมีความคิดตื้นๆไปบ้าง..”.”
“เมื่อได้หลักการตรงนี้ พวกเราก็เริ่มค้นข้อมูล ทั้งตำราไทย ตำราฝรั่ง ไปอบรมด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นกับเครื่องจักรนี้ เราเลยทิ้งการเรียนที่มหาวิทยาลัยไปโดยปริยาย โดนรีไทร์กันทุกคน แต่เราไม่แคร์ เพราะถ้าเจ้าเครื่องนี้สำเร็จเราจะสบายกันตลอดชาติเลย”นับตั้งแต่การเริ่มเตรียมงาน เตรียมอุปกรณ์ เราใช้เวลาลองผิดลองถูก อยู่ในห้องทดลองกันไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เราต้องสะสมพลังงาน จากหลายแหล่งมารวมในที่เดียวกัน เราต้องใส่พลังเสริมลงไปในเครื่อง เรียกว่าทั้งศาสตร์และศิลป์ ผสมผสานกันเลยล่ะ จนในที่สุด ด้วยระยะเวลา 4 ปี เครื่องจักรของเราก็สำเร็จเสร็จสิ้น”เรา 4 คน ดีใจมาก หลังจากสำรวจเครื่องขั้นตอนสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เราจึงฉลองกันด้วยการดื่มเหล้าอย่างสนุกสนาน และตั้งใจว่าจะทดสอบเครื่องพร้อมกันอย่างจริงจังในเช้าวันรุ่งขึ้น
“ผมเป็นคนที่ดื่มน้อยที่สุด เริ่มวันใหม่ ผมจึงตื่นก่อนเพื่อน ประกอบกับ วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของผมพอดี ผมจึงคิดว่าอยากให้ของขวัญกับตัวเอง ด้วยการขอลองเครื่องก่อนคนอื่น ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเครื่องจักรตัวนี้ใช้ได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว
ผผมมายืนอยู่หน้าเครื่องจักรในห้องทดลองที่ลึกลับของเรา หน้าตามันก็ไม่ได้พิสดารอะไร เป็นตู้เล็กๆ แต่สามารถขยายใหญ่ได้ตามวัตถุที่อยู่ในเครื่อง และด้วยความเพลียและปวดหัวจากอาการแฮงก์ ผมเลยอยากดื่มกาแฟซักแก้ว

“ขอกาแฟ” ผมประกาศใส่ไมค์ไนเครื่องแล้วกดปุ่ม มีเสียงกุกกัก กึงกัง อยู่ครู่หนึ่ง พอมีสัญญาณไฟแดง ฝาเครื่องก็เปิดออกอัตโนมัติ เท่านั้นแหละ กาแฟก็ไหลนองพื้น ผมหงุดหงิดมาก แต่ก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้สั่งว่ากาแฟแก้วหนึ่ง กาแฟก็เลยมาเป็นน้ำ ไม่เป็นไร ผมขอแก้ตัวใหม่ คราวนี้ชักอยากรวยซะแล้วซิ.
“อยากมีตังค์เยอะๆจังเลยขอหมื่นหนึ่ง” ผมตะโกนใส่ไมค์ แล้วกดปุ่มด้วยจิตใจกระหยิ่มยิ้มย่อง เบื้องต้นเอาแค่นี้ก่อน วันหลังค่อยขอเป็นล้านมีเสียงกึงกังเช่นเคย พอเสียงเงียบฝาเครื่องเปิดออก เงินเหรียญสลึง เหรียญ 50 สตางค์ ร่วงกราวลงมาจำนวนมาก เป็นความผิดของผมอีกแล้ว ใช้คำว่า “ตังค์” เลยกลายเป็นสตางค์เหรียญออกมาจริงๆ แต่นาทีนั้นผมกลับรู้สึกว่าเจ้าเครื่องเฮงซวยนี่มันช่างโง่เหลือเกิน เงินตั้งหมื่น มันน่าจะเอาธนบัตรมาให้มากกว่า
ด้ด้วยความอารมณ์เสีย ผมเลยตะโกนลั่น “ไอ้บ้าเอ๊ย ” แล้วกำเหรียญส่วนหนึ่งขว้างไปที่เครื่องจักร เหรียญเจ้ากรรมเหรียญหนึ่ง ไปกระแทกกับปุ่มพอดี มีเสียงกึงกังๆ แล้วเครื่องก็ขยายใหญ่ขึ้นเท่าตัวคน จากนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเครื่อง ด้วยกิริยาคลุ้มคลั่ง ใช่แล้ว เขาคือคนบ้านั่นเอง เขาแต่งตัวดีแบบคนทำงานออฟฟิศเลยนะ แต่หัวหูยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงหน้าตาแบบสติไม่เต็ม เจ้าเครื่องจักรไปดึงเอาคนบ้าจากที่ไหนมาก็ไม่รู้ เขามองเขม็งมาที่ผม ผมตกใจสุดขีด วิ่งหนีกระเจิงไปรอบๆ เจ้าคนบ้าก็วิ่งตามผมไปทั่วห้องเหมือนกัน เพื่อนผม 3 คนตื่นขึ้นมาพอดี จึงรีบเข้ามาช่วยและพยายามจับตัวไอ้บ้านั่น เพราะเกรงมันจะทำลายเครื่องจักร แต่ไม่ทันซะแล้ว ไอ้บ้านั่นอาละวาดขว้างปาข้าวของในห้องสะเปะสะปะไปโดนเครื่องจักรของผมจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี…
แล้วผมต้องเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง เพราะโดนผู้ชายคนนั้นผลักหัวกระแทกผนัง เสียชีวิต.
แแต่สุดท้ายผมกับเพื่อนอีก 2 คน ก็หนีรอดมาได้ แล้วรีบโทรแจ้งตำรวจ ให้รวบผู้ชายคนนั้นไป เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลัวมาก จึงขอพ่อแม่ไปเรียนต่อเมืองนอก พอเรียนจบก็ทำงานที่นั่นต่อเลย จนตอนนี้ผมคิดถึงบ้านและอยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่แก่มากแล้ว เลยกลับมา และจะได้จำวิชาความรู้ต่างๆมาสอนให้คนไทยด้วย..”..” แล้วหลังจากนั้นคนบ้าคนนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ” ยศศักดิ์วถามกกลับมาเรื่องเดิม”ผมเองก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดนักหรอก แต่เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า เขาโดนจำคุกข้อหาฆ่าคนตาย… “”คนบ้าต้องโทษด้วยเหรอครับ””เอ ยังไงไม่รู้นะเพื่อนผมบอกว่า พอผู้ชายคนนั้นเข้าโรงพยาบาลเช็คประสาทแล้วกลับไม่ใช่คนบ้าน่ะ เป็นคนจิตปกติทุกอย่าง เขาบอกว่าเขาออกจากบ้านในตอนเช้าเพื่อไปทำงาน พอผ่านบ้านหลังหนึ่ง คือบ้านผมนั่นแหละ แล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย รู้สึกตัวอีกครั้งก็อยู่โรงพยาบาลแล้ว””แปลกมากนะครับ” ยศศักดิ์กล่าว”ผมคิดว่ามันคงแปรปรวนที่เครื่องผมเองมากกว่า ไปดึงเอาคนดีๆเข้ามาในเครื่อง แล้วจัดการแปลงให้เป็นคนบ้า พอพ้นรัศมีเครื่องจักร เขาก็กลับคืนสู่ปกติ””ไม่มีใครบอกความจริงเกี่ยวกับเครื่องจักรให้ตำรวจรู้เลยเหรอครับ””ไม่มีหรอก พ่อแม่ของเพื่อนผมที่ตายไป เขาเจ็บแค้นมาก จึงบอกให้เพื่อนผมที่ให้การในศาล ปรักปรำจนผู้ชายคนนั้นต้องติดคุก ส่วนผมเองไม่ได้กลับมาให้การอะไรเลย”
“แล้วผู้ชายคนนั้นมีครอบครัวไหมครับ” ยศศักดิ์ถามอีก”มีนะ ดูเหมือนจะมีภรรยาเป็นแม่บ้าน มีลูกชายคนหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะซัก 6-7 ขวบ””แล้วอาจารย์เคยเจอพวกเขาไหมครับ””ไม่เคยเจอ ก็บอกแล้วไงผมอยู่เมืองนอกตลอด””อาจารย์ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือครับที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้” ยศศักดิ์พูดเชิงตำหนิด้วยเสียงนิ่ง”ผมก็เสียใจนะ แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นคงออกจากคุกแล้วล่ะมัง””ไม่ใช่ครับ ผู้ชายคนนั้นป่วยและเสียชีวิต เมื่อติดคุกได้ 3 ปี” ยศศักดิ์ตอบ ทำเอาดนัยตะลึง”คุณรู้ได้อย่างไร””รู้ซิครับ ข่าวนี้ใครๆก็รู้ ตอนนั้นครอบครัวนี้ความเดือดร้อนมาก ทั้งแม่และทั้งลูกชาย”ยศศักดิ์ตอบเสียงเย็นเช่นเคย ดนัยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบเครือ”ป่านนี้ลูกชายเขาคงโตแล้ว น่าจะอายุซัก 25-26″ เขามองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจ “ยศศักดิ์ คุณอายุเท่าไหร่””25 ปีครับ” ยศศักดิ์ตอบ
บรรยากาศความเงียบเข้ามาครอบคลุม พอๆกับความมืดด้านนอกที่เริ่มโรยตัวลงมา “เหตุการณ์ผ่านมา เกือบ 20 ปี แล้วล่ะ” ดนัยถอนใจแล้วรำพึงรำพันต่อ ด้วยแววตาเลื่อนลอย ” “แต่ผมยังจำแม่นเหมือนเกิดเมื่อวานเลยทีเดียว ”
“ตั้งแต่วันนั้นชีวิตผมก็ไม่มีความสุขหรอกนะ มันรู้สึกผิดตลอดเวลา เหมือนเราไปทำร้ายคนบริสุทธิ์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เพื่อนผม 2 คนที่หนีออกมาได้ในวันนั้น ก็เสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนนี่เอง ทั้งคู่เลย คนหนึ่ง ขับรถประสานงากับรถบรรทุก ยังจับตัวคู่กรณีไม่ได้ และอาทิตย์ถัดมา คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อีกคนก็ตกหน้าผาระหว่างไปเที่ยว มีพยานเห็นว่าเขาโดนคนผลัก ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้อีกเหมือนกัน”
“อาจารย์คิดว่ากรรมเวรมีจริงไหมครับ” ยศศักดื์กล่าวเสียงนิ่งดนัยรู้สึกถึงความเย็นเยียบของน้ำเสียงนั้น “มีซิ ผมเข้าใจเรื่องของเวรกรรมดี แม้เราจะอยู่ในยุคของเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าแบบนี้ก็ตาม” ดนัยพยายามทำเสียงสดชื่นในประโยคต่อมา “แหมคุยเพลิน ขอโทษนะ ยศศักดิ์ กี่โมงแล้ว “ยศศักดิ์ยกแขนซ้ายขึ้น แหวกชายแขนเสื้อเผยให้เห็นข้อมือที่มีปานใหญ่สีแดง เขาก้มมองเข็มนาฬิกา “จะ 2 ทุ่มแล้วครับ”ดนัยลุกขึ้นยืน เขาไม่อาจซ่อนท่าทีที่ลุกลี้ ลุกรนผิดปกติได้ แต่ก็ฝืนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง”ผมมีนัดด้วยวันนี้ คงต้องไปแล้วล่ะ แล้วพบกันใหม่พรุ่งนี้นะ”ยศศักดิ์ยกมือไหว้ ดนัยยิ้มตอบรับไหว้ แล้วเดินออกมา พยายามวางมาดให้สงบไม่ว่อกแว่ก แม้จะรู้สึกเสียววูบที่แผ่นหลัง ด้วยไม่รู้ว่าจะมีกระสุนปืนลูกใด หรือมีดปลายแหลมเล่มไหน แหวกอากาศมาปักที่ตัวเขาหรือไม่ แต่แล้วเขาก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเดินลงมาจากตัวอาคาร ถึงรถเก๋งคันงามที่จอดอยู่หน้าตึก เขาบอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นพรุ่งนี้หรือวันไหนๆ เขาก็จะไม่มาที่นี่อีกแล้ว ให้ทางสถาบันหาวิทยากรคนใหม่มาแทนได้เลย เพื่อที่เขาจะหลีกหนีผู้ชายทีมีปานแดงที่ข้อมือ คนนี้ให้ไกลที่สุด ดนัยสตาร์ทรถ แล้วเหยียบคันเร่งวิ่งฉิวไปทันทีเขาเกือบลืมไปแล้วว่า ในช่วงที่อยู่ต่างประเทศ ก่อนกลับเมืองไทยไม่นาน เขาได้ช่วยลูกศิษย์ทดสอบ.. ” เครื่องจักรเตือนเหตุ” ทุกครั้งที่เขากดปุ่ม จะต้องปรากฎ ภาพ”ปานแดงที่ข้อมือ” ของใครสักคนโชว์ที่หน้าจอของเครื่อง พร้อมสัญญาณอันตราย
………ดนัยขับรถวิ่งมาตามทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ทางรอบข้างค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว เขาไม่แน่ใจว่า อุปทานไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกเหมือนมีรถคันหนึ่ง วิ่งตามเขามาตั้งแต่เขาออกจากสถาบัน…

ดนัยขับรถวิ่งมาตามทางซุปเปอร์ไฮเวย์ ทางรอบข้างค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว เขาไม่แน่ใจว่า อุปทานไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกเหมือนมีรถคันหนึ่ง วิ่งตามเขามาตั้งแต่เขาออกจากสถาบัน

……………………………
เกือบเที่ยงคืนแล้ว เสาวภา สาวสวยวัย 30 ต้นๆ อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย เธออยากลงไปในห้องทดลองใต้ดิน เพื่อตรวจสอบเจ้า “เครื่องประดิษฐ์ ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน” เหลือเกิน มันอยู่ในกระบวนการผลิตที่ค้างคา คาราคาซังมาร่วมปีแล้ว แต่ยังก่อนดีกว่า วันนี้เธอเหนือยเพลียมากกับการคร่ำเคร่งในตัวงาน อยากพักผ่อนเต็มทน พรุ่งนี้ซิ เสาวภาจะเข้าห้องทดลองแต่เช้า แล้วนำคำแนะนำดีๆหลายประการที่ได้รับมาจาก”อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ”มาพัฒนาให้มันสมบูรณ์แบบเสียที
หญิงสาว เปิดทีวีดูข่าวอาชญากรรมภาคดึก มีข่าวของนักประดิษฐ์คนไทยฝีมือดีระดับโลก ชื่อ “ศาสตราจาร์ย ดนัย” ถูกรถยนต์ลึกลับชนตกถนนเสียชีวิตตั้งแต่เวลาประมาณ เกือบ 3 ทุ่ม แน่นอน ข่าวนี้ต้องโด่งดังพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันรุ่งขึ้น เพราะนับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของคนไทยในแวดวงนักประดิษฐ์โลก เสาวภาเองก็รู้สึกเสียดายและเสียใจมาก กับการจากไปของอาจารย์มันสมองระดับอัจฉริยะท่านนี้ เธอยอมรับกับตัวเองว่า อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจสูงสุดที่ให้เธอก้าวมาเป็นนักประดิษฐ์ แต่อย่างไรก็ตาม งานก็ต้องเป็นงาน
เสาวภาถอนใจ เธอเสร็จสิ้นภาระหน้าที่แล้วสำหรับจ๊อบนี้ พรุ่งนี้คงไปรับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือได้ ผู้ว่าจ้างเป็นหญิงวัยกลางคน ชื่อสุมน หล่อนมอบหมายงานให้เสาวภากำจัดผู้ชาย ถึง 3 คน 2คนแรกสำเร็จไปแล้วก่อนหน้านี้ และคนที่ 3 เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาดๆ ก็คือ”อาจารย์ดนัย”นั่นเอง
สุมนต้องการแก้แค้นแทนสามีที่ต้องติดคุก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หล่อนเคยมีชีวิตที่อบอุ่น สุข สบาย กับสามีที่รักครอบครัว และลูกน้อยที่น่ารัก แต่ทุกอย่างก็พังทะลายหมด เมื่อสามีต้องโทษ เพราะถูกกล่าวหาว่า บุกรุกบ้านผู้อื่น และฆ่าคนตาย สุมนต้องลุกขึ้นมาเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลลูก ต่อเนื่องมาหลายปี ด้วยความขยัน อดทน และฉลาดเฉลียว ประกอบกับจังหวะชีวิตที่ดี ทำให้หล่อนก้าวหน้าในการงานอย่างมาก กลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดย่อม แต่ระหว่างนั้นหล่อนก็สืบเรื่องราวไปด้วย จนรู้ว่า ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด คือผู้ชายวัยคะนอง 4 คน ที่สร้างเครื่องจักรพิสดารมาด้วยความไร้ความรับผิดชอบ และใส่ความสามีหล่อนจนเขาต้องติดคุก และเสียชีวิต สุมนจึงตัดสินใจแก้แค้น
“”เหตุการณ์มันผ่านมาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว ทำไมคุณพี่ถึงเพิ่งคิดแก้แค้นล่ะคะ” เสาวภาเอ่ยถามไปตรงๆ ตามสไตล์ของเธอ เมื่อได้ยินข้อเสนอทางโทรศัพท์จากสุมน เมื่อสองเดือนที่แล้ว”เหตุผลสำคัญก็คือลูกชายของฉัน เขาไม่เห็นด้วยการอาฆาต จองเวร ฉันก็เลยต้องนิ่งเฉยเรื่อยมา จนเหตุการณ์ร้ายๆมันเกิดขึ้นกับชีวิตลูกชายฉันนั่นแหละ ฉันจึงคิดได้ว่า แม้เขาจะเป็นคนดีแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรปกป้องเขาได้ ฉะนั้นเราจะเป็นคนดีไปเพื่ออะไรกัน..””เท่าที่คุณพี่บอก มีคนหนึ่งอยู่เมืองนอกไม่ใช่เหรอคะ””ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันสืบได้ว่า เขากำลังจะย้ายกลับมาในเดือนหน้านี้ มันช่างเป็นจังหวะที่ดีมาก เหมือนฟ้าดินจะลิขิตให้เขากลับมารับกรรมจริงๆ”หล่อนกำหนดให้เสาวภาผู้ดำเนินการกับชาย 3 คนให้แล้วเสร็จในเวลา 1 เดือนเสาวภาได้ชื่อว่าเป็นมือใหม่ของวงการใต้ดินนี้ แต่ก็ถือเป็นน้องใหม่มาแรงมากขึ้นทุกทีด้วยว่านอกเหนือจากการกำจัดเหยื่อได้แบบไร้ร่องรอยแล้ว เธอยังมีของแถมให้ลูกค้า เป็นแผ่นดิสก์ บันทึกเรื่องราวการพูดคุยและความรู้สึกนึกคิดของเหยื่อภายใน 24 ชั่วโมง อีกด้วยเสาวภาวหวังว่า ถ้าผลงานครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจเธออาจได้จ๊อบจากสุมนอีก เนื่องจากสุมนยังมีลูกชายนอนเป็นเจ้าชายนิทราอีกหนึ่งคนที่รอการแก้แค้น เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว ระหว่างขับรถกลับจากทำงาน เขาถูกกระสุนปืนลูกหลงจากนักเรียนโรงเรียนช่างกลที่กำลังไล่ตี ไล่ยิงกันกลางถนน กระสุนถูกจุดสำคัญพอดี หมอเพิ่งแจ้งอย่างเป็นทางการว่าไม่อาจเยียวยาให้เขากลับคืนสู่ปกติได้แล้ว และตำรวจก็ยังอยู่ในกระบวนการค้นหาเด็กช่างกลจอมวายร้ายคนนั้น สุมนเจ็บช้ำน้ำใจมาก แต่หล่อนบอกเสาวภาว่า พอจะรู้ตัวผู้ถือปืนกระบอกนั้นในวันนั้นแล้ว”ฉันจะไม่ให้ไอ้นั่นมันลอยนวลอยู่นานนักหรอก ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้มันมาอยู่ในสภาพเดียวกับลูกชายฉันบ้าง”
“แน่นอน” เสาวภาคิดในใจ หากเจ้า”เครื่องประดิษฐ์ ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน” ของเธอสำเร็จลงในเวลาอันรวดเร็วนี้ เธออาจจะมีข้อเสนอใหม่นี้ให้สุมน และลูกค้ารายอื่นๆ ที่ต้องการแก้แค้นที่ทรมานกว่า สะใจกว่า ในราคาย่อมเยากว่า และอาจไม่ต้องถึงชีวิต
ใกล้ ตี 1 แล้ว เสาวภาเดินเข้าห้องนอน เธอกดปุ่มข้างตู้เสื้อผ้า ฝาตู้สีน้ำตาลเคลื่อนออก เผยให้เห็นห้องกว้าง ที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ร่างมนุษย์ ทั้งหญิง และชาย ทั้งหนุ่ม สาว เด็ก คนชรา ร่วม 20 ตัว เรียงรายพิงผนังอย่างเป็นระเบียบ หุ่นยนต์ทุกตัวในห้องนี้เคยผ่านการใช้งานมาแล้ว ในต่างวาระ ต่างสถานการณ์กันไป ตลอดเวลาของการปฎิบัติการเสาวภาจะต้องเป็นผู้ควบคุมการเคลื่อนไหว ป้อนข้อมูล ทุกคำพูด ให้หุ่นยนต์ทุกอย่าง โดยเธอนั่งทำงานที่บ้าน ขณะที่มันจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ได้ในประเทศไทย
เธอก้าวเข้าไปหาหุ่นยนต์หนุ่มหน้าตาดีที่หลับตานิ่งอยู่ท่ามกลางสายไฟระโยงระยาง แล้วตรวจดูการชาร์ตแบตเตอรี่ ทุกอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แม้จะผ่านการใช้งานมาตลอดทั้งวัน แต่หุ่นยนต์รุ่นนี้ใช้พลังไฟนิดเดียวเท่านั้นมันคือตัวที่เธอโปรดปรานมากที่สุด เสาวภาตั้งชื่อมันว่า “รุ่น Excellence ” มันเป็นงานประดิษฐ์ฝีมือเนี้ยบที่แม้แต่ระดับศาสตราจารย์ถ้าไม่พินิจอย่างละเอียดแล้ว ก็จะไม่รู้เลยว่าเขากำลังพูดคุยกับหุ่นยนต์ ทุกครั้งที่เธอจะใช้งานหุ่นตัวนี้ เธอจะตั้งชื่อมันใหม่ และวันนี้มันมีชื่อว่า “ยศศักดิ์”เสาวภายกแขนซ้ายของหุ่น “รุ่น Excellence”ขึ้นมา และแกะแผ่นแดงเรื่อที่ข้อมือออก มองเผินๆมันจะคล้ายปานแดงหากที่จริงมันคือชิพที่บันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่างที่หุ่นยนต์มองเห็นและได้ยินเมื่อปฏิบัติงาน ซึ่งเธอจะต้องคัดลอกข้อมูลทั้งหมดลงแผ่นดิสก์ เพื่อมอบให้สุมนตามสัญญา
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เธอต้องทำคือ ถอดคำพูดของศาสตราจารย์ดนัย ลงเครื่องบันทึกเสียง แล้วเก็บเป็นของตนเองเธอต้องเลือกเฉพาะในส่วนคำแนะนำเรื่อง การสร้าง “เครื่องประดิษฐ์ ที่ให้มนุษย์รับเคราะห์แทนกัน” .. เพราะนั่นคือข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างมากจากอาจารย์ที่เธอรักเคารพที่สุด…ศาสตราจารย์ ดนัย…อาจารย์เคยบอกเธอว่า “เสาวภาจะเป็นนักประดิษฐ์ที่มีอนาคตไกล”แน่นอนเธอรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว เพราะเขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ใกล้ชิด คอยให้การช่วยเหลือและประสิทธิประศาสตร์วิชาการให้มากมาย ในระหว่างที่เธอเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ ทำให้เธอมีพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์เหล่านี้ อาจารย์คงภูมิใจถ้ารู้ว่า ยศศักดิ์ ที่อาจารย์คุยด้วยโดยไม่รู้เลยว่าไม่ใช่มนุษย์นั้น เป็นหุ่นยนต์ที่สร้างจากฝีมือของลูกศิษย์คนนี้นั่นเอง เสียดายที่เธอไม่รู้จะบอกอาจารย์ได้อย่างไร เพราะเธอก็ต้องทำภาระหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จสิ้น
เฮ้อ ก็อย่างว่านั่นแหละ เสาวภาถอนใจอีกครั้ง งานก็ต้องเป็นงาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s